เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระดูกพรุน
นายแพทย์ ปริย วิมลวัตรเวที
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อกระดูกหัก เมื่อร่างกายและกระดูกเรามีอายุมากขึ้น
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น กระดูกจะบางลง จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ใครบ้างที่ควรได้รับยาเสริมสร้างกระดูก
ในปัจจุบันนี้ มีแพทย์หลายท่าน รวมทั้งบริษัทยา แนะนำให้หลายคนกินยาเสริมสร้างกระดูก โดยเฉพาะผู้หญิงสูงอายุผิวขาว ซึ่งมีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะมีกระดูกพรุนแล้วเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายกว่า
ในผู้สูงอายุที่มีกระดูกพรุนเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่มีแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดกระดูกหักได้แล้ว และการรักษากระดูกหักที่เกิดจากโรคกระดูกพรุนนั้นมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น สูงถึงปีละ ๑๗ ล้านเหรียญดอลลาห์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ๕๖๗ ล้านบาท และร้อยละ ๑๐-๒๐ ที่เกิดกระดูกสะโพกหัก จะเสียชีวิตใน ๖ เดือน และอีกหลายราย ต้องมีคนคอยช่วยเหลือดูแลไปตลอดชีวิต
มูลนิธิกระดูกพรุนของสหรัฐอเมริกาได้รายงานว่า “โดยเฉลี่ยในช่วงชีวิตหนึ่งของผู้หญิงผิวขาวกว่าครึ่ง จะมีกระดูกหักที่มีสาเหตุจากกระดูกพรุน และสำหรับผู้ชายจะประมาณ ๑ ใน ๕”
“ถึงแม้ว่าในคนผิวดำจะมีโอกาสเกิดกระดูกพรุนได้น้อยกว่าคนผิวขาว แต่หากมีกระดูกพรุนก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักสูงขึ้นได้เช่นกัน”
แม้ว่าในปัจจุบัน จะมียามากมายที่ใช้ในการรักษากระดูกพรุน แต่ยังไม่มียาตัวใดที่สมบูรณ์แบบทั้งหมด เนื่องจากยาเหล่านั้นหลายตัวยังมีราคาแพง มีผลข้างเคียงมาก และมีประสิทธิภาพในการป้องกันกระดูกหักได้เพียงร้อยละ ๕๐เท่านั้น
ดังนั้นก่อนการจะเริ่มรักษา จึงต้องประเมินผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นระหว่าง ความเสี่ยงดังกล่าวกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ
เราจะเรียกว่ามีภาวะกระดูกพรุน เมื่อความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้น บางน้อยกว่าคนปกติมากกว่าหรือเท่ากับความเบี่ยงเบนที่ ลบ ๒.๕ (T-score ที่ -2.5 SD หรือน้อยกว่า) หรือมีภาวะกระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุนที่แขน สะโพก ไหล่ หรือกระดูกสันหลัง ซึ่งเมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้นแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้จากการรักษานั้น คุ้มค่ามากกว่าความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้น
แต่สำหรับบุคคลส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงที่กระดูกไม่ได้แข็งแรงเท่าผู้ที่อายุ ๓๐ ปี แต่ยังไม่มีภาวะกระดูกพรุน คือผู้ที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้น บางน้อยกว่าคนปกติที่ความเบี่ยงเบนที่ ลบ ๑ – ลบ ๒.๕ (T-score ที่ -1 ถึง-2.5 SD) จะเรียกบุคคลในภาวะนี้ว่ามีกระดูกบาง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ภาวะกระดูกพรุนหรือไม่ก็ได้ จึงเกิดปัญหาตามมาว่า บุคคลใดในกลุ่มนี้ที่คุ้มค่าที่จะได้รับการรักษา
ทางองค์การอนามัยโลกจึงได้เสนอเครื่องมือที่จะช่วยในการตอบปัญหานี้ มีชื่อเรียกว่า แฟรกซ์ (Frax) ซึ่งจะช่วยแพทย์และบุคคลทั่วไปวิเคราะห์ความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน และยาจะช่วยป้องกันได้หรือไม่ โดยการเข้าอินเตอร์เนทไปที่ www.shef.ac.uk/frax/index.htm
อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อโต้แย้งตามมา เนื่องจากในสูตรคำนวณของ Frax นั้น ไม่ได้มีความเสี่ยงทุกอย่าง ทางมูลนิธิกระดูกพรุนแห่งชาติของอเมริกาจึงได้ออกคู่มือการป้องกันและรักษาภาวะกระดูกพรุน โดยได้รวมรวบความเสี่ยงต่างๆที่จะทำให้เกิดกระดูกพรุน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน โรคประจำตัว ยาที่ต้องกิน
โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่ได้หายไปจากสูตรคำนวณของ Frax นั้นก็คือ การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักและอาหาร แต่อย่างไรก็ดี Frax ก็ได้รวมปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะมีผลต่อสภาวะของกระดูกไว้แล้ว ดังนั้นถ้ามีการใช้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถให้การรักษาที่ดีได้
ผลที่ได้จากสูตรคำนวณ Frax จะเป็นโอกาสความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุน ภายใน ๑๐ ปี โดยความเสี่ยงที่นำมาคิดได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนักและส่วนสูง ประวัติการเกิดกระดูกหัก การมีบิดามารดาที่กระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุน การสูบบุหรี่ การใช้ยากลุ่มสเตอรอยด์ การดื่มแอลกอฮอล์ โรคไขข้อรูมาตอยด์ และการเกิดภาวะกระดูกพรุนที่เกิดจากการขาดวิตามินดี หรือมีฮอร์โมนพาราไทรอยด์เกิน เป็นต้น
นอกจากนี้ สูตรคำนวณ Frax ยังสามารถใช้ได้ทั้งเพศชายและหญิง ทุกเชื้อชาติ ทุกชนชาติ และสามารถใช้กับบุคคลที่ไม่ทราบความหนาแน่นของมวลกระดูกได้อีกด้วย ซึ่งสามารถเพิ่มความแม่นยำในการทำนายโอกาสเกิดกระดูกหักได้
ดร. ซูซาน ออท (Dr Susan M. Ott) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระดูกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันที่เมืองซีเอทเทิล กล่าวว่า “เมื่อใช้สูตรคำนวณ Frax แล้วพบว่าโอกาสค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกหักนั้นต่ำ การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกก็ไม่เปลี่ยนแปลงความเสี่ยงนั้นมาก และถ้าผลคำนวณ Frax แล้วพบว่าโอกาสค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกหักนั้นสูง ก็จำเป็นต้องรักษา โดยไม่จำเป็นต้องตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก”
“แต่ถ้าผลคำนวณ Frax แล้วพบว่าโอกาสค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกหักนั้นปานกลาง การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกก็จะมามีบทบาทในการช่วยตัดสินใจว่าต้องรักษาหรือไม่”
ดร.อีเทล ซีริส (De Ethel Siris) จากโรงพยาบาลเพรสไบทีเรียล นิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยทางการแพทย์โคลัมเบีย (New York Presbyterian Hospital/Columbia University Medical Center) ได้กล่าวในวารสารทางการแพทย์กระดูกพรุนนานาชาติ (Osteoporosis International) ว่า ถึงแม้ในกลุ่มผู้ที่มีกระดูกบางจะมีความเสียงต่ำที่จะเกิดกระดูกหัก แต่หลายคนที่มีความหนาแน่นของมวลกระดูกที่ค่อนข้างบาง และมีจำนวนผู้ที่มีกระดูกหักมากกว่ากลุ่มผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนเสียอีก สูตรคำนวณ Frax จะเข้ามาช่วยในการบอกว่า บุคคลใดที่มีความหนาแน่นของมวลกระดูกต่ำที่จะมีความเสี่ยงสูงที่สุดในการเกิดกระดูกหัก
ในทางปฏิบัติ ดร.จูดิท เบรนเนอร์ (Dr Judith Brenner) จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) พบว่า เมื่อคำนวณผู้หญิงผิวขาว อายุ ๖๐ ปี สูง ๑๕๐ ซม. หนัก ๕๐ กก. ที่ไม่มีประวัติกระดูกหักทั้งตนเองและครอบครัว ไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช้ยาสเตอรอยด์ จะมีโอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน ๑๐ ปี คิดเป็นร้อยละ ๑.๕
แต่ถ้าผู้หญิงคนเดียวกันนั้น หนักเป็น ๙๐ กก. โอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน ๑๐ ปี จะเหลือเพียงร้อยละ ๐.๕ เท่านั้น และถ้าผู้หญิงที่หนัก ๕๐ กก. และมีบิดามารดาที่กระดูกหัก โอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักจะเป็นร้อยละ ๑.๙ และถ้าสูบบุหรี่ด้วย โอกาสจะเพิ่มเป็นร้อยละ ๒.๙ และถ้าใช้ยาสเตอรอยด์ร่วมด้วย โอกาสจะเพิ่มเป็นร้อยละ ๕.๙ และถ้ายิ่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่น้อยกว่าวันละ ๒ หน่วยแล้ว โอกาสจะเพิ่มไปเป็นร้อยละ ๙
และถ้าเป็นผู้หญิงที่อายุ ๘๐ ปีและผอม โดยไม่มีประวัติกระดูกหักทั้งตนเองและครอบครัว ไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช้ยาสเตอรอยด์ จะมีโอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน ๑๐ ปี คิดเป็นร้อยละ ๑๐ และจะมีโอกาสเกิดกระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุนถึงร้อยละ ๓๕
เมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพจากการรักษาแล้ว ดร.จูดิท เบรนเนอร์ พบว่าความคุ้มค่าในการรักษาจะเกิดเมื่อโอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน ๑๐ ปี อยู่ที่ร้อยละ ๓ และโอกาสเกิดกระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุนอยู่ที่ร้อยละ ๒๐
ดร. ซูซาน ออท กล่าวว่า ผู้หญิงที่ผอม จะมีความเสี่ยงที่จะมีกระดูกหักมากกว่า เนื่องจากน้ำหนักที่มากขึ้น จะทำให้มีแรงกดที่กระดูกมากขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรงมากขึ้น และเซลล์ไขมันยังผลิตฮอร์โมนเอสโตเจนที่คอยช่วยเรื่องความแข็งแรงของกระดูก โดยเฉพาะผู้ที่หมดประจำเดือนแล้ว
แต่ในผู้ที่ผอม การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักก็จะช่วยเรื่องกระดูกได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การไต่เขา การเต้นลีลาศ ทั้งหมดนี้ สามารถช่วยป้องกันไม่ใหักระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังหักได้
สำหรับอาหารนั้น ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า ๕๐ ปี ควรจะได้รับแคลเซียม ๑,๒๐๐ มิลลิกรัม/วัน และได้รับวิตามินดี ๑,๐๐๐ หน่วย/วัน และสำหรับผู้ที่รับประทานโอเมก้า-๓ ดร. ซูซาน ออท ได้แนะนำว่า ควรเป็นชนิดที่สกัดมาจากเมล็ดพืช (Flaxseed oil) เนื่องจากชนิดที่สกัดปลานั้น จะมีวิตามินเอซึ่งไม่สามารถทราบปริมาณได้ ซึ่งถ้าได้รับเกินจะทำให้เกิดผลเสียต่อกระดูกได้
แหล่งข้อมูล หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ 5 มกราคม 2553
สร้างเมื่อ: 2010-01-29 11:26:44 แก้ไขเมื่อ: 2010-01-29 11:27:55