เข้าระบบ »  |  รายการเว็บ »  |  สุ่มเว็บ »
มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ

Thai Osteoporosis Foundation

มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระดูกพรุน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระดูกพรุน

นายแพทย์ ปริย  วิมลวัตรเวที

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อกระดูกหัก เมื่อร่างกายและกระดูกเรามีอายุมากขึ้น

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น กระดูกจะบางลง จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ใครบ้างที่ควรได้รับยาเสริมสร้างกระดูก

ในปัจจุบันนี้ มีแพทย์หลายท่าน รวมทั้งบริษัทยา แนะนำให้หลายคนกินยาเสริมสร้างกระดูก โดยเฉพาะผู้หญิงสูงอายุผิวขาว ซึ่งมีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะมีกระดูกพรุนแล้วเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายกว่า

ในผู้สูงอายุที่มีกระดูกพรุนเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่มีแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดกระดูกหักได้แล้ว และการรักษากระดูกหักที่เกิดจากโรคกระดูกพรุนนั้นมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น สูงถึงปีละ ๑๗ ล้านเหรียญดอลลาห์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ๕๖๗ ล้านบาท และร้อยละ ๑๐-๒๐ ที่เกิดกระดูกสะโพกหัก จะเสียชีวิตใน เดือน และอีกหลายราย ต้องมีคนคอยช่วยเหลือดูแลไปตลอดชีวิต

มูลนิธิกระดูกพรุนของสหรัฐอเมริกาได้รายงานว่าโดยเฉลี่ยในช่วงชีวิตหนึ่งของผู้หญิงผิวขาวกว่าครึ่ง จะมีกระดูกหักที่มีสาเหตุจากกระดูกพรุน และสำหรับผู้ชายจะประมาณ ใน

ถึงแม้ว่าในคนผิวดำจะมีโอกาสเกิดกระดูกพรุนได้น้อยกว่าคนผิวขาว แต่หากมีกระดูกพรุนก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักสูงขึ้นได้เช่นกัน

แม้ว่าในปัจจุบัน จะมียามากมายที่ใช้ในการรักษากระดูกพรุน แต่ยังไม่มียาตัวใดที่สมบูรณ์แบบทั้งหมด เนื่องจากยาเหล่านั้นหลายตัวยังมีราคาแพง มีผลข้างเคียงมาก และมีประสิทธิภาพในการป้องกันกระดูกหักได้เพียงร้อยละ ๕๐เท่านั้น

 

ดังนั้นก่อนการจะเริ่มรักษา จึงต้องประเมินผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นระหว่าง ความเสี่ยงดังกล่าวกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ

เราจะเรียกว่ามีภาวะกระดูกพรุน เมื่อความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้น บางน้อยกว่าคนปกติมากกว่าหรือเท่ากับความเบี่ยงเบนที่ ลบ . (T-score ที่ -2.5 SD หรือน้อยกว่า) หรือมีภาวะกระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุนที่แขน สะโพก ไหล่ หรือกระดูกสันหลัง ซึ่งเมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้นแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้จากการรักษานั้น คุ้มค่ามากกว่าความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้น

แต่สำหรับบุคคลส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงที่กระดูกไม่ได้แข็งแรงเท่าผู้ที่อายุ ๓๐ ปี แต่ยังไม่มีภาวะกระดูกพรุน คือผู้ที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้น บางน้อยกว่าคนปกติที่ความเบี่ยงเบนที่ ลบ ลบ . (T-score ที่ -1 ถึง-2.5 SD) จะเรียกบุคคลในภาวะนี้ว่ามีกระดูกบาง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ภาวะกระดูกพรุนหรือไม่ก็ได้ จึงเกิดปัญหาตามมาว่า บุคคลใดในกลุ่มนี้ที่คุ้มค่าที่จะได้รับการรักษา

ทางองค์การอนามัยโลกจึงได้เสนอเครื่องมือที่จะช่วยในการตอบปัญหานี้ มีชื่อเรียกว่า แฟรกซ์ (Frax) ซึ่งจะช่วยแพทย์และบุคคลทั่วไปวิเคราะห์ความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน และยาจะช่วยป้องกันได้หรือไม่ โดยการเข้าอินเตอร์เนทไปที่ www.shef.ac.uk/frax/index.htm

อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อโต้แย้งตามมา เนื่องจากในสูตรคำนวณของ Frax นั้น ไม่ได้มีความเสี่ยงทุกอย่าง ทางมูลนิธิกระดูกพรุนแห่งชาติของอเมริกาจึงได้ออกคู่มือการป้องกันและรักษาภาวะกระดูกพรุน โดยได้รวมรวบความเสี่ยงต่างๆที่จะทำให้เกิดกระดูกพรุน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน โรคประจำตัว ยาที่ต้องกิน

 

โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่ได้หายไปจากสูตรคำนวณของ Frax นั้นก็คือ การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักและอาหาร แต่อย่างไรก็ดี Frax ก็ได้รวมปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะมีผลต่อสภาวะของกระดูกไว้แล้ว ดังนั้นถ้ามีการใช้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถให้การรักษาที่ดีได้

ผลที่ได้จากสูตรคำนวณ Frax จะเป็นโอกาสความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุน ภายใน ๑๐ ปี โดยความเสี่ยงที่นำมาคิดได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนักและส่วนสูง ประวัติการเกิดกระดูกหัก การมีบิดามารดาที่กระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุน การสูบบุหรี่ การใช้ยากลุ่มสเตอรอยด์ การดื่มแอลกอฮอล์ โรคไขข้อรูมาตอยด์ และการเกิดภาวะกระดูกพรุนที่เกิดจากการขาดวิตามินดี หรือมีฮอร์โมนพาราไทรอยด์เกิน เป็นต้น

นอกจากนี้ สูตรคำนวณ Frax ยังสามารถใช้ได้ทั้งเพศชายและหญิง ทุกเชื้อชาติ ทุกชนชาติ และสามารถใช้กับบุคคลที่ไม่ทราบความหนาแน่นของมวลกระดูกได้อีกด้วย ซึ่งสามารถเพิ่มความแม่นยำในการทำนายโอกาสเกิดกระดูกหักได้

ดร. ซูซาน ออท (Dr Susan M. Ott) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระดูกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันที่เมืองซีเอทเทิล กล่าวว่าเมื่อใช้สูตรคำนวณ Frax แล้วพบว่าโอกาสค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกหักนั้นต่ำ การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกก็ไม่เปลี่ยนแปลงความเสี่ยงนั้นมาก และถ้าผลคำนวณ Frax แล้วพบว่าโอกาสค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกหักนั้นสูง ก็จำเป็นต้องรักษา โดยไม่จำเป็นต้องตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก

แต่ถ้าผลคำนวณ Frax แล้วพบว่าโอกาสค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดกระดูกหักนั้นปานกลาง การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกก็จะมามีบทบาทในการช่วยตัดสินใจว่าต้องรักษาหรือไม่

ดร.อีเทล ซีริส (De Ethel Siris) จากโรงพยาบาลเพรสไบทีเรียล นิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยทางการแพทย์โคลัมเบีย (New York Presbyterian Hospital/Columbia University Medical Center) ได้กล่าวในวารสารทางการแพทย์กระดูกพรุนนานาชาติ (Osteoporosis International) ว่า ถึงแม้ในกลุ่มผู้ที่มีกระดูกบางจะมีความเสียงต่ำที่จะเกิดกระดูกหัก แต่หลายคนที่มีความหนาแน่นของมวลกระดูกที่ค่อนข้างบาง และมีจำนวนผู้ที่มีกระดูกหักมากกว่ากลุ่มผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนเสียอีก สูตรคำนวณ Frax จะเข้ามาช่วยในการบอกว่า บุคคลใดที่มีความหนาแน่นของมวลกระดูกต่ำที่จะมีความเสี่ยงสูงที่สุดในการเกิดกระดูกหัก

ในทางปฏิบัติ ดร.จูดิท เบรนเนอร์ (Dr Judith Brenner) จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) พบว่า เมื่อคำนวณผู้หญิงผิวขาว อายุ ๖๐ ปี สูง ๑๕๐ ซม. หนัก ๕๐ กก. ที่ไม่มีประวัติกระดูกหักทั้งตนเองและครอบครัว ไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช้ยาสเตอรอยด์ จะมีโอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน ๑๐ ปี คิดเป็นร้อยละ .

แต่ถ้าผู้หญิงคนเดียวกันนั้น หนักเป็น ๙๐ กก. โอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน ๑๐ ปี จะเหลือเพียงร้อยละ . เท่านั้น และถ้าผู้หญิงที่หนัก ๕๐ กก. และมีบิดามารดาที่กระดูกหัก โอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักจะเป็นร้อยละ . และถ้าสูบบุหรี่ด้วย โอกาสจะเพิ่มเป็นร้อยละ . และถ้าใช้ยาสเตอรอยด์ร่วมด้วย โอกาสจะเพิ่มเป็นร้อยละ . และถ้ายิ่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่น้อยกว่าวันละ หน่วยแล้ว โอกาสจะเพิ่มไปเป็นร้อยละ

และถ้าเป็นผู้หญิงที่อายุ ๘๐ ปีและผอม โดยไม่มีประวัติกระดูกหักทั้งตนเองและครอบครัว ไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช้ยาสเตอรอยด์ จะมีโอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน ๑๐ ปี คิดเป็นร้อยละ ๑๐ และจะมีโอกาสเกิดกระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุนถึงร้อยละ ๓๕

เมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพจากการรักษาแล้ว ดร.จูดิท เบรนเนอร์ พบว่าความคุ้มค่าในการรักษาจะเกิดเมื่อโอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน ๑๐ ปี อยู่ที่ร้อยละ และโอกาสเกิดกระดูกหักที่เกิดจากกระดูกพรุนอยู่ที่ร้อยละ ๒๐

ดร. ซูซาน ออท กล่าวว่า ผู้หญิงที่ผอม จะมีความเสี่ยงที่จะมีกระดูกหักมากกว่า เนื่องจากน้ำหนักที่มากขึ้น จะทำให้มีแรงกดที่กระดูกมากขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรงมากขึ้น และเซลล์ไขมันยังผลิตฮอร์โมนเอสโตเจนที่คอยช่วยเรื่องความแข็งแรงของกระดูก โดยเฉพาะผู้ที่หมดประจำเดือนแล้ว

แต่ในผู้ที่ผอม การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักก็จะช่วยเรื่องกระดูกได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การไต่เขา การเต้นลีลาศ ทั้งหมดนี้ สามารถช่วยป้องกันไม่ใหักระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังหักได้

สำหรับอาหารนั้น ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า ๕๐ ปี ควรจะได้รับแคลเซียม ,๒๐๐ มิลลิกรัม/วัน และได้รับวิตามินดี ,๐๐๐ หน่วย/วัน และสำหรับผู้ที่รับประทานโอเมก้า- ดร. ซูซาน ออท ได้แนะนำว่า ควรเป็นชนิดที่สกัดมาจากเมล็ดพืช (Flaxseed oil) เนื่องจากชนิดที่สกัดปลานั้น จะมีวิตามินเอซึ่งไม่สามารถทราบปริมาณได้ ซึ่งถ้าได้รับเกินจะทำให้เกิดผลเสียต่อกระดูกได้

 

 

 

แหล่งข้อมูล    หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ 5 มกราคม 2553

 

คำสำคัญ: บทความสำหรับประชาชน
สร้างเมื่อ: 2010-01-29 11:26:44   แก้ไขเมื่อ: 2010-01-29 11:27:55
สงวนลิขสิทธิ์ © มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ
เนื้อหาอนุญาตให้ใช้แบบ สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด